“สถิตย์ ศรีใส” คนรุ่นใหม่ กับ เมล่อนเงินล้าน

“เมล่อน” ถือเป็นราชินีแห่งพืชตระกูลแตง โดยเมล่อนที่พบเห็นทั่วไป สามารถแบ่งชนิดของเมล่อนออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามลักษณะของผล คือ

หนึ่ง “ร็อคเมล่อน” เป็นเมล่อนที่มีลักษณะของเปลือกภายนอกแข็ง มีลายขรุขระเล็กน้อย

สอง “เน็ตเมล่อน” เป็นเมล่อนที่มีลักษณะของเปลือกมีลายร่างแหแผ่คลุมเปลือกด้านนอกไว้

สาม “เมล่อนผิวเรียบ” หรือที่นิยมเรียกกันว่า แคนตาลูป

ส่วนรูปแบบการปลูกเมล่อน หรือ แคนตาลูป ที่นิยมปลูกในบ้านเรานั้นมี 3 แบบ คือ ปลูกในถุง (มีค้าง), ปลูกในแปลง (มีค้าง), และปลูกบนดิน (ไม่ต้องมีค้าง ปล่อยให้เลื้อยไปบนพื้นดิน)

เมล่อน หรือแคนตาลูปนั้น ถือเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าสูง แต่ก็เป็นพืชที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด มีโรคและแมลงศัตรูคอยทำลายทุกระยะของการเจริญเติบโต

ด้วยเป็นพืชอายุสั้น สามารถทำเงินได้เร็วสำหรับเกษตรกรผู้ปลูก ทำให้เกษตรกรมือใหม่จำนวนมากให้ความสนใจ แต่ใช่ว่าจะประสบผลสำเร็จกันทุกรายไป การปลูกเมล่อนนั้น ต้องมีความรู้ในการปลูกและการดูแลเสียก่อน และที่สำคัญคือ การเอาใจใส่ดูแลรักษา

คุณสถิตย์ ศรีใส บ้านเลขที่ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลวังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (096) 079-6219 ชายหนุ่มที่จบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยนเรศวร คณะเกษตรศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นสาขาที่เรียนมาทางด้านตัดแต่งพันธุกรรมพืช แต่มีความสนใจที่จะปลูกเมล่อน

แม้จะไม่ได้จบมาทางด้านพืชสวนโดยตรง ปัจจุบันถือได้ว่า ชายผู้นี้เป็นคนหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จในการปลูกเมล่อนระดับแนวหน้าของประเทศ

คุณสถิตย์ เริ่มจากกู้เงินมาลงทุน เป็นหนี้นับล้านบาท เพียง 1 ปีเศษ ก็สามารถปลดหนี้ได้จากการปลูกเมล่อนในโรงเรือง เพียง 10 โรงเรือน โดยใช้แรงงานเพียงตนเอง และคุณพ่อ คุณแม่ เท่านั้น แต่มีรายได้ต่อเดือน เฉลี่ย 100,000 บาท

คุณสถิตย์ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า รู้จักเมล่อนจากการที่มีโอกาสไปฝึกงานสมัยเรียนตอนปี 4 ที่สวนเมล่อนไฮโดรกรีนฟาร์ม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ฝึกงานอยู่ที่นั่น ราว 4 เดือน ก็ได้เรียนรู้การปลูกเมล่อนมาจากที่นั้น ซึ่งจุดประกายความคิดที่อยากจะปลูกเมล่อนให้กับตนเอง

หลังเรียนจบ ก็คิดจะมาต่อยอดความรู้ที่ได้มาจากการฝึกงานในครั้งนั้น จบมาก็มาช่วยที่บ้านทำนา และปลูกผักทั่วไป ราว 2 เดือนได้ ต่อมาก็มีรุ่นพี่ที่เคยทำงานที่สวนเมล่อนไฮโดรกรีนฟาร์ม ออกจากงานมาชักชวน

“ตนเองที่ยังว่างงานอยู่ ไปขายปุ๋ย ขายยา ตนเองก็ลองไปทำดู ทำได้เพียงเดือนเดียวก็ขอลาออก เพราะคิดว่าตนเองไม่ชอบ และรุ่นพี่คนเดิมก็ได้ลาออกมาพร้อมกัน ซึ่งตัวรุ่นพี่เองก็มีทุนอยู่ก้อนหนึ่ง รุ่นพี่ก็มาทำโรงเรือนปลูกเมล่อนก่อนตนเองสัก 1 ปี ตนเองก็สนใจที่อยากจะทำโรงเรือนปลูกเมล่อนบ้างเหมือนกัน ในช่วงนั้นก็พยายามขอเงินทุนจากทางบ้าน”

ซึ่งทางบ้านก็เห็นใจ เห็นว่ามีความตั้งใจ ก็ได้ให้เงินทุนก้อนแรกมา 200,000 บาท ซึ่งคุณสถิตย์ คิดว่าคงจะพอ แต่พอเอาเข้าจริงๆ เงินจำนวนดังกล่าวนั้น เอามาปรับพื้นที่และเจาะน้ำก็หมดแล้ว ยังไม่ได้ปลูกเมล่อนเลย ก็ปรึกษาทางบ้านเพื่อจะขอกู้เงินจาก ธ.ก.ส. เพิ่ม โดยกู้เพิ่มอีก 400,000 บาท มาซื้อเหล็ก และระบบน้ำก็สร้างโรงเรือนได้แค่ 2 โรงเรือน เท่านั้น

“ผมมาคิดดูว่า ถ้าปลูกเมล่อนเพียงแค่ 2 โรง คงเสียเวลา ผลผลิตคงไม่มีปริมาณพอที่จะป้อนตลาด และคงไม่คืนทุนในเวลาอันสั้นเป็นแน่ จึงปรึกษาทางบ้าน ทางบ้านก็ให้เงินมาอีกก้อนหนึ่ง ราวๆ 300,000 บาท เพื่อจะขยายจำนวนโรงเรือน ให้เป็น 5 โรง พอปลูกเมล่อนได้สัก 6 เดือน ก็สามารถส่งตัวเองได้ มีรายได้เข้ามาจากการขายผลผลิต ก็ขยายเพิ่มอีก 5 โรง เป็น 10 โรงเรือน”

เหตุผลการขยายโรงเรือน จาก 5 โรงเรือน เป็น 10 โรงเรือน นั้น คุณสถิตย์บอกว่า ถ้าปลูกเพียง 5 โรงเรือน การเติบโตของสวนจะช้า แต่ถ้ามี 10 โรงเรือน การเติบโตของสวนจะเร็วขึ้น มีโอกาสคืนทุนเร็วขึ้นนั้นเอง และสิ่งสำคัญที่คุณสถิตย์มั่นใจคือ เรื่องของตลาดและราคาประกัน