พัฒนาเกษตรประเทศไทยอย่างไรให้เกษตรกรมีความสุข

ขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ของวารสารเคหการเกษตรที่ได้สัมภาษณ์ ดร.ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ ประธานมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน ในฐานะที่ท่านผู้นี้ทำงานคลุกคลีอยู่กับเกษตรกรมากว่า 30 ปี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบเกษตรที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

มองเกษตรไทยในปัจจุบันอย่างไร
ความสำเร็จของการพัฒนาการเกษตร ต้องวัดผลสัมฤทธิ์ที่คุณภาพชีวิตของเกษตรกร ขณะนี้เกษตรกรเกือบทั้งประเทศอยู่ในสภาพปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงmuslimyouthgroup.org เนื่องจากสถานการณ์โลกปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนและเปลี่ยนเร็วมาก เมื่อปรับตัวไม่ทัน ก็เสียสมดุล แก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด จัดการปัญหาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องต้นทุนการผลิต และถูกซ้ำเติมด้วยภัยพิบัติธรรมชาติ ผลลัพธ์คือขาดทุน และขายที่ดินทำกินในท้ายที่สุด

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ปัญหาอุปสรรคใหม่ๆ ย่อมเกิดขึ้น แต่ความรู้ความสามารถของเกษตรกรมีอยู่ไม่เพียงพอ หรือความรู้ชุดเดิมนั้นแก้ปัญหาใหม่ไม่ได้ ซึ่งการเกษตรในยุคทำมาค้าขายต้องแข่งขันกันรุนแรง ทั้งในด้านราคาและคุณภาพ จึงต้องการความรู้ชุดใหม่ไปจัดการตามเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ในภาพกว้าง นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลได้รับอำนาจให้กำหนดทิศทางและนโยบาย แต่ยังไม่เห็นเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจน เช่น แผนที่นำทางหรือโรดแม็ปของพืชเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ควรเป็นอย่างไร ทำให้การวิจัยและพัฒนาไร้ทิศ ไม่ต่อเนื่อง และภาคีที่เกี่ยวข้องขาดเป้าหมายร่วมกัน ทำให้การขับเคลื่อนเกษตรไทยไม่มีพลัง

นักวิชาการ ผู้ที่รู้ลึก เพราะทำงานวิจัยแบบแยกส่วน ก็มักเลือกทำเฉพาะประเด็นที่ตนเองสนใจ แทนที่จะเริ่มตั้งคำถามว่าผู้ที่จะใช้ผลงานวิจัยคือใคร นำไปใช้ประโยชน์อะไร มีข้อจำกัดอะไรบ้าง แล้วจึงตั้งโจทย์วิจัย ขณะที่นักส่งเสริมฯ ซึ่งรู้กว้าง ก็พยายามนำความรู้จากนักวิชาการไปถ่ายทอดให้เกษตรกร แต่มักไม่เกิดประโยชน์ เพราะสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน มีน้ำใจ เสียสละ ก็คิดว่าทำเต็มที่แล้ว ได้แค่นี้ก็พอใจ ซึ่งต่างจากภาคธุรกิจ จะทำอะไรต้องมีเป้าหมายชัดเจน และมุ่งมั่นจัดการให้ถึงเป้าหมาย แต่มักขาดมิติทางสังคม เพราะคิดว่าจ่ายภาษีแล้ว รัฐบาลต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูง ประหยัดสุด