ข้าวโพด (Corn)

ข้าวโพด2

ชื่อสามัญ : Corn
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Indian Corn, Maize, Corn
ชื่อวงศ์ : GRAMINEAE
ชื่อพื้นเมือง : ข้าวแช่ (แม่ฮ่องสอน), ข้าวสาลี, เข้าสาลี, สาลี (ภาคเหนือ), โพด (ภาคใต้), บือเคส่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เข้าโพด (ไทย), เป๊ากื่อ (ม้ง), แผละลี (ลั้วะ), ข้าวแข่ (เงี้ยว, ฉาน, แม่ฮ่องสอน), เง็กบี้, เง็กจกซู่ (จีน), ยวี่หมี่ และ ยวี่สู่สู่ (จีนกลาง)
ถิ่นกำเนิด : ข้าวโพด ดั่งเดิมข้าวโพดเป็นพืชป่า และมนุษย์มีการนำมาปลูกเป็นพืชเลี้ยงไม่ต่ำกว่า 4,500 ปีมาแล้ว โดยถิ่นกำเนิดของข้าวโพดจะอยู่ในแถบทวีปอเมริกา แถวๆ ประเทศ แม็กซิโก

ข้าวโพด (Corn) เป็นไม้ล้มลุก จำพวกหญ้า ลำต้นสดจะมีสีเขียว ประกอบไปด้วยข้อ และปล้อง ที่อยู่ทั้งเหนือดินและอยู่ใต้ดิน ซึ่งส่วนที่อยู่เหนือดินจะมีประมาณ 8-20 ปล้อง ทำให้ลำต้นโดยรวมเป็นลำต้นที่ตั้งตรงสูง 1-4 เมตร และอวบกลม เรียบ เนื้อในคล้ายฟองน้ำ ส่วนปล้องที่อยู่ใต้ดินจะสั้นกว่า มีราก ที่เป็นรากฝอยเป็นตัวยึดเหนี่ยว ซึ่งในช่วงแรกรากจะงอกขึ้นรอบๆ ข้อใต้พื้นดินประมาณ 1-2 นิ้ว แต่เมื่อโตเต็มที่จะกระจายแผ่ออกโดยรอบประมาณ 100 ซม. และยังเสริมด้วยรากที่อยู่รอบๆ ข้อที่อยู่ใกล้ผิวดิน ซึ่งเรียกว่า รากยึดเหนี่ยว ที่คอยทำให้ลำต้นตั้งตรงอยู่ได้

ใบข้าวโพด

ใบ : ใบของข้าวโพดจะยาวรี เป็นแนวตรง ปลายแหลม มีเส้นกลางใบเด่นชัด ความยาวของใบอยู่ประมาณ 30 – 100 ซม. ความกว้างประมาณ 2 -10 ซม. ส่วนลักษณะ สี และจำนวน ของใบจะขึ้นอยู่กับพันธุ์กล้วยที่ปลูก ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีสีเขียว และตรงขอบจะมีขนอ่อนๆ โดยอาจมีตั้งแต่ 8-48 ใบ

ดอกข้าวโพด

ดอก : ข้าวโพดออกดอกเป็นช่อ โดยมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน แต่ดอกตัวผู้จะอยู่สูงกว่าบริเวณปลายยอดของลำต้น ซึ่งหนึ่งดอกตัวผู้จะมี 3 เกสร ส่วนช่อดอกตัวเมียจะอยู่รวมกันเป็นช่อ ต่ำลงมาบริเวณกาบใบ กลางๆ ลำต้น

ฝักข้าวโพด

ฝัก : ฝักเกิดจากดอกตัวเมียที่เติบโตแล้ว ซึ่งอาจมีฝักได้หลายฝักในต้นเดียว โดยฝักจะมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ถูกหุ้มด้วยกาบบางหลายชั้น เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และสีจะค่อยๆ อ่อนลง จนเป็นสีนวล

เมล็ดข้าวโพด

เมล็ดข้าวโพด : เมล็ดข้าวโพดจริงๆ แล้วก็คือผลนั่นเอง โดยผลของข้าวโพดจะติดอยู่กับฝัก ใน 1 ฝักมีประมาณ 8 แถวๆ ละ 30 เม็ด

สรรพคุณของข้าวโพด

  • ราก : ขับปัสสาวะ และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน
  • เกสรเพศเมีย : แก้โรคความดันโลหิตสูง ขับความร้อน แก้อาการกระหายน้ำ แก้เลือดกำเดาอักเสบ แก้โพรงจมูกอักเสบ ช่วยขับนิ่วในถุงน้ำดี กระตุ้นให้น้ำดี แก้ถุงน้ำดีอักเสบ มะเร็งในถุงน้ำดี บำรุงตับ แก้ตับอักเสบ แก้ดีซ่าน แก้ไตอักเสบและขับปัสสาวะ
  • ซัง : บำรุงม้าม แก้บิดและท้องร่วง ขับปัสสาวะ ลดนิ่ว แก้อาการบวมน้ำ
  • ฝักและผล : นิยมใช้ทำอาหาร ต้มกินสดๆ ทั้งฝักอ่อน และแก่ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ และปอด ช่วยเจริญอาหาร ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน

วิธีปลูกข้าวโพด

การปลูกข้าวโพดที่ปฏิบัติกันสามารถทำได้ 3 วิธี
1. การขุดหลุมปลูก เป็นวิธีการปฏิบัติแบบเก่า โดยใช้จอบ เสียม หรือไม้ปลายแหลมขุดเป็นหลุม การปลูกวิธีนี้ทำให้ระยะระหว่างต้น ระหว่างหลุม และความลึกของเมล็ดที่ปลูกไม่สม่ำเสมอ ปัจจุบันได้มีเครื่องมือปลูกเรียกว่า corn jab ที่สามารถกำหนดระยะปลูกและความลึกในการปลูกได้
2. การปลูกแบบชักร่อง ใช้ไถหัวหมูติดรถแทรกเตอร์หรือรถไถเดินตาม หรือใช้แรงงานสัตว์ทำร่อง ปลูกเป็นแถว ใช้แรงงานคนในการหยอดเมล็ดปลูกในร่องแล้วใช้เท้าปาดผิวดินกลบ การปลูกวิธีนี้จะได้ระยะระหว่างแถวสม่ำเสมอ แต่ระยะระหว่างหลุมและความลึกในการปลูกไม่สม่ำเสมอ
3. การปลูกโดยใช้เครื่องปลูก (planter) โดยใช้เครื่องปลูกติดท้ายรถแทรกเตอร์ ปลูกเป็นแถว สามารถกำหนดระยะระหว่างแถว ระหว่างหลุม และความลึกในการปลูกได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ
อัตราปลูกเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดผลผลิตต่อพื้นที่ ดังนั้นในการปลูกข้าวโพดจึงควรจัดระยะปลูกระหว่างแถว และระหว่างหลุมให้เหมาะสม โดยระยะที่แนะนำคือ ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร และระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร จะใช้จำนวนต้นต่อหลุม 1 ต้น

การให้ปุ๋ยข้าวโพด
ควรมีการใส่ปุ๋ยให้ต้นข้าวโพด เพื่อให้มีธาตุอาหารใช้ในการสร้างผลผลิตให้เพิ่มขึ้น ซึ่งการใส่ปุ๋ยควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง
1. ปุ๋ยรองพื้น ควรใส่รองก้นหลุมหรือโรยเป็นแถวแล้วกลบพร้อมปลูก ถ้าใช้เครื่องปลูกจะมีถังสำหรับใส่ปุ๋ยพร้อมอยู่แล้ว ถ้าปลูกด้วยมือ ควรหยอดปุ๋ยที่ก้นหลุมแล้วกลบดินบาง ๆ ก่อนหยอดเมล็ด ไม่ควรให้ปุ๋ยสัมผัสกับเมล็ดโดยตรง เพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้ ปุ๋ยรองพื้นที่ใช้ อาจใช้สูตร 16 – 20 – 0, 15 – 15 – 15 , 20 – 20 – 0 หรือสูตรอื่นๆ ตามความเหมาะสมถ้าเป็นไปได้ ควรมีการวิเคราะห์ดิน เพื่อหาสูตรปุ๋ยที่เหมาะกับพื้นที่ โดยปุ๋ยรองพื้น ควรใส่อัตราประมาณ 25 – 30 กิโลกรัม/ไร่
2. ปุ๋ยแต่งหน้า หลังจากปลูกประมาณ 25 – 30 วัน ควรมีการใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ปุ๋ยยูเรีย (46 – 0 – 0) โรยข้างต้นในอัตรา 20 – 25 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ขณะดินมีความชื้นหรือใส่แล้วกลบด้วยเครื่องทำรุ่นพูนโคน

ความต้องการน้ำของข้าวโพด
ข้าวโพดมีความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูปลูก ประมาณ 500 – 600 มิลลิเมตร หรือประมาณ 800 – 900ลูกบาศก์เมตร/ ไร่ แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง การปลูกข้าวโพดในสภาพไร่ โดยทั่วไปจะปลูกในช่วงฤดูฝน แต่บางครั้งให้น้ำได้ถ้าฝนทิ้งช่วงหรือกรณีปลูกข้าวโพดในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งจำเป็นต้องให้น้ำ มีวิธีปฏิบัติดังนี้
1. การให้น้ำครั้งแรกเมื่อปลูก ในการปลูกข้าวโพด หลังจากไถพรวนเตรียมแปลงเสร็จแล้ว ควรให้น้ำก่อนปลูกข้าวโพดโดยให้น้ำ 50 – 65 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ แล้วจึงหยอดข้าวโพดขณะดินมีความชื้นพอเหมาะ ถ้าจำเป็นต้องหยอดข้าวโพดก่อนให้น้ำ ควรให้น้ำประมาณ 35 – 50 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ ถ้าให้น้ำมากกว่านี้ จะต้องรีบระบายน้ำออกจากแปลงทันที
2. การให้น้ำในช่วงระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพด หลังจากข้าวโพดงอกแล้วควรให้น้ำ 65 – 80ลูกบาศก์เมตร /ไร่ / สัปดาห์ โดยให้อีก 11-12 ครั้ง (สัปดาห์) การให้น้ำแต่ละครั้งไม่ควรให้น้ำท่วมขัง หรือดินชื้นแฉะเป็นเวลานาน ถ้าให้น้ำมากเกินไป ควรรีบระบายน้ำออกจากแปลงทันที

การให้น้ำแก่ข้าวโพดมี 3 วิธี ดังนี้
1. การให้น้ำแบบตักรด เป็นแบบที่ใช้ในสวนผักทั่วไป วิธีนี้เปลืองแรงงาน แต่ประหยัดน้ำ ค่าลงทุนและค่าใช้จ่ายต่ำ เหมาะกับการปลูกในเนื้อที่ไม่มาก
2. การให้น้ำแบบฝนเทียม (sprinkler irrigation) เป็นการลงทุนและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่เหมาะกับการปลูกพืชที่มีราคาแพง เช่น ข้าวโพดหวาน
3. การให้น้ำแบบร่องลูกฟูก (furrow irrigation) ค่าใช้จ่ายต่ำ และสะดวกต่อการปฏิบัติ ข้อสำคัญอยู่ที่การปรับระดับพื้นดินในระยะแรก พื้นที่ต้องราบเรียบและอยู่ในระดับที่ถูกต้อง คือลาดเอียงเล็กน้อย